ชิรากิ กับ ความฝันของเขา กับทีมชาติไทย

ชิรากิ

เขามีชื่อว่า โยเฮ นามสกุลของเขา คือ ชิรากิ อะไรคือความฝันของเขา อะไรคือความพยายาม สุดความสามารถ ที่เขาจะทำเพื่อ ฟุตบอลไทย

ผมได้ขยายสัญญากับ ทีมชาติไทย เป็นเวลา 2 ปี ผมรู้สึกซาบซึ้ง กับแรงสนับสนุน จากหลายๆ คน มาจนถึงเวลานี้ ผมจะพยายามสุดความสามารถของผม เพื่อฟุตบอลไทย ผมจะไม่ปล่อยให้มันจบลง เป็นเพียงแค่ความฝัน

คำสัญญา จากชายหนุ่ม วัย 34 ปี ชาวญี่ปุ่น ที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย มาแล้วกว่า 8 ปี หลังต่อสัญญา กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในฐานะทีมงานด้านกายภาพ ของ ทีมชาติไทย

โยเฮ ชิรากิ (Yohel Shiraki) หนุ่มชาวญี่ปุ่น ที่พูดภาษาไทย ได้ปานกลาง บวกกับ ภาษาอังกฤษ ได้ปานกลาง แต่แค่นี้ เขาก็สามารถยืนหยัด ใช้ชีวิตให้คนไทย มาแล้วกว่า 8 ปี ก่อนจะมาเป็น ทีมงานของ อากิระ นิชิโนะ ในฐานะ ทีมงานด้านกายภาพบำบัด ของ ทีมชาติไทย และนี่คือ เรื่องราวชีวิตของเขา ที่เราอยากให้คุณรู้

โยเฮ ชิรากิ เกิดเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1985 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เขามีพี่สาวอีกหนึ่งคน ครอบครัวของเขา มีฐานะปานกลาง คุณพ่อของโยเฮ เป็นพนักงานขายเสื้อผ้ากิโมโน ของบริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนคุณแม่ เป็นแม่บ้าน

สมัยเด็ก เมื่อปี 1992 ในวัย 7 ขวบ โยเฮ ชิรากิ เล่นเบสบอล และทำผลงานได้ดีด้วย จนติดทีมโรงเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษา และไฮสคูล ในฐานะกัปตันทีม แต่ลึกๆ เขาก็แอบชื่นชอบอีกชนิดกีฬา เหมือนกันนะ นั่นก็คือ กีฬาฟุตบอล

โยเฮ ชอบดูฟุตบอล และมี “คิง คาซู” คาซูโยชิ มิอุระ ตำนานกองหน้า ทีมชาติญี่ปุ่น เป็นไอดอล ในวัยเรียน เขาเป็นเด็กผู้ชายญี่ปุ่น ที่เรียบง่าย ไม่ค่อยคิดอะไรมาก และไม่มีเป้าหมายในชีวิต โดยเมื่อจบชั้นไฮสคูล เขาตัดสินใจ ไม่เข้ามหาวิทยาลัย แต่เลือกที่จะเข้าโรงเรียน ฝึกวิชาชีพเกี่ยวกับ การรักษาอาการบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬา ในเมืองโอซาก้า ที่ชื่อว่า “ริเซสะ คอลเลจ ออฟ เมดีซีน แอนด์ สปอร์ตส์” (Riseisha College of Medicine amd Sports)

จากเด็กที่ ไร้เป้าหมายในชีวิต

จากเด็กที่ แค่ชอบแทงบอล ไปวันๆ

จากเด็กที่ เล่นเบสบอล จนติดทีมโรงเรียน

สู่นักเรียนวิชาชีพ เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬา

“มีช่วงหนึ่ง ผมเจ็บไหล่ จนต้องไปคลินิค แล้วก็ได้เจอกับ อาจารย์ท่านหนึ่ง แกรักษาผมด้วยวิธี การฝังเข็มจนหาย ผมรู้สึกชอบมาก เลยคิดอยากเรียน ด้านการรักษานักกีฬา จึงปรึกษาอาจารย์ท่านนั้น และก็ได้เข้าเรียนที่ ริเซสะ”

โยเฮ ได้เรียนทั้งเรื่อง ร่างกาย (อะนาโตมี), เรื่องการรักษา โดยไม่ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การฝังเข็ม, กายภาพบำบัด และการนวด เรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อ เอ็น, กระดูก และข้อต่อต่างๆ โยเฮ ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 3 ปี ก่อนจะสอบไลเซนส์ผ่าน จากนั้น เขาก็ตัดสินใจเรียนต่อ ในศาสตร์การรักษาอาการบาดเจ็บ จากการเล่นกีฬา ที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ซึ่งเรียกว่า ยูโด เทราปิสต์ (Judo Therapist) (ไม่ใช่การรักษานักกีฬายูโดนะ แต่เป็นชื่อศาสตร์การรักษาแขนงหนึ่ง ที่มีทั้งเรื่อง ข้อเท้าพลิก, ข้อต่อต่างๆ, เส้นประสาทในร่างกาย เรื่องการดูแลกระดูก เพื่อให้สมบูรณ์พร้อม สำหรับเล่นกีฬา) และเหตุการณ์ในชีวิตครั้งหนึ่ง ก็เกิดขึ้น จนพลิกผันชีวิตเขา ไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นของ ชิรากิ

ในปี 2011 ระหว่างที่ โยเฮ กำลังเรียนอยู่ ได้มีนักเตะชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ได้เดินทางมาค้าแข้งที่ ประเทศไทย ย้อนหลังกลับไป ในสมัยเรียน นักเตะคนนั้น เป็นรุ่นน้องของ โยเฮ ที่ไฮสคูล นักเตะคนนั้น ไม่ได้สนิทกับ โยเฮ ตอนเรียน

นักเตะคนนั้น เคยพบกับ โยเฮ โดยบังเอิญ เพราะเข้าคลินิคเดียวกับ โยเฮ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บเข่า จากการเล่นฟุตบอล และนักเตะคนนั้น ก็เข้ารักษาอาการบาดเจ็บ อีกบ่อยครั้ง กับอาจารย์คนเดิม ในระหว่างที่ โยเฮ กำลังฝึกงาน ในคลินิคดังกล่าว

นักเตะคนนั้น คือ ตำนานของ ชลบุรี เอฟซี คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า “คาซูโตะ คูชิดะ” คูชิดะ เล่าเรื่องของ โยเฮ ให้กับ วิทยา เลาหกุล และ อรรณพ สิงห์โตทอง

สองผู้บริหารของชลบุรี เอฟซี ฟัง หลังรู้ว่า ต้นสังกัดกำลังค้นหา ทีมสตาฟคนใหม่ ในเรื่องการฟื้นฟูนักเตะ โยเฮ กลายเป็นลิสต์เสริมทัพ รายต่อไปของ “ฉลามชล” ในทันที และสุดท้าย เขาก็ได้ย้ายมา ชลบุรี เอฟซี เมื่อเดือน มีนาคม ปี 2012 จนได้ย้ายมาทำงานกับ ทีมชาติไทย ในเวลาต่อมา

โยเฮ เริ่มเรียนรู้นักเตะไทย จาก หนึ่งไปสิบ จากสิบไปร้อย จากร้อยไปพัน

โยเฮ เริ่มศึกษา วัฒนธรรมไทย จากจุดเริ่มต้น จนเรียกได้ว่า เข้าใจเป็นอย่างดี

โยเฮ เริ่มกายภาพ และดูแลร่างกาย ให้กับนักเตะไทย จากคนแรก จนตอนนี้ ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนแล้ว

กว่า 8 ปีที่ผ่านมา เขารักษานักเตะไทย ไปมากมาย มหาศาล ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ทั้งนักเตะชาย และนักเตะหญิง จนนักเตะทีมชาติไทยชุดหญิงบางคน เรียกเขาว่า “พ่อ”